ท่องเที่ยวไปในย่านฮาราจุกุ (Harajuku) แหล่งช้อปปิ้งที่เก๋ที่สุดในญี่ปุ่น

ย่านนี้คนไทยจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับชื่อ ฮะระจุกุ (Harajuku) ที่พลาดไม่ได้เลยคือการไปดูเหล่าวัยรุ่นแต่งคอสเพลย์เลียนแบบการ์ตูนญี่ปุ่นในวันเสาร์-อาทิตย์ ฮะระจุกนี้ตั้งอยู่บนถนน โอโมเตะซันโดะซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของย่านนี้ ตลอดเส้นทางแหล่งอินเทรนด์ของแฟชั่นหลายระดับ เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมทั้งหลายจากต่างประเทศและแบรนด์จากในประเทศญี่ปุ่น ร้านอาหาร ร้านขนมที่กําลังเป็นที่นิยมของญี่ปุ่นในขณะนี้ ตรงหัวมุมสี่แยก จิงกูมะเอะ (Jingu-mae) มีห้าง Tokyu Plaza ที่รวมสินค้าและร้านกาแฟร้านขนมน่าทานไว้อีกด้วย หรือถ้าเดินเลยไปจะเป็นย่านโอะโมะเตะซันโดะและอะโอะยะมะ ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งแฟชั่นแบรนด์เนมดังต่อเนื่องกัน

ศาลเจ้าเมจิจิงกุ (Meiji jingu Shrine)

ศาลเจ้าแห่งนี้ได้ชื่อว่ามีผู้คนเดินทางมาสักการะมากที่สุดต่อปีและเปรียบเสมือน Power Spot ของคนโตเกียว เนื่องจากมีพื้นที่สีเขียวเป็นป่าไม้ใหญ่ มีลําธารให้ความสดชื่นท่ามกลางพื้นที่สีเขียวกว่า 7 แสนตารางเมตร อีกทั้งยังมีความเก่าแก่มากเพราะสร้างมาตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ ต้นไม้ที่ปลูกภายในศาลเจ้านี้เป็นต้นไม้ที่ประชาชนส่งมาจากทั่วทั้งประเทศ และทุกวันนี้ต้นไม้ก็เติบโตสูงใหญ่มอบความร่มรื่นให้แก่ผู้คนในย่านฮะระจุกุ

เมื่อถึงหน้าประตูทางเข้าศาลเจ้าเมจิ เราก็จะเจอเสาโทริอิ (ซุ้มประตูทางเข้าศาลเจ้าแบบญี่ปุ่น)  ต้นใหญ่ที่มีความสูงถึง 12 เมตร ความกว้าง 17.1 เมตร เมื่อลอดประตูโทริอิเข้าไปด้านในพื้นที่ศาลเจ้าแล้ว สองฝั่งจะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มีมากถึง 170,000 ต้น มีลําธารเล็กๆและมีสวนญี่ปุ่นที่เปิดให้เข้าชม (เสียค่าเข้า) มีถังสาเก (เหล้าและไวน์) ที่ประดับไว้ให้เป็นจุดถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว มาถึงตรงนี้อาจมีคําถามว่า “ทําไมในวัดถึงมีเหล้าได้?” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเชื่อและหลักปฏิบัติของไทยกับญี่ปุ่นนั้นแตกต่างกันนั่นเอง นอกจากจะมีเหล้าในศาลเจ้าได้แล้ว พระญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้โกนคิ้วและสามารถแต่งงานได้ด้วย เหล้าพวกนี้มีไว้สําหรับดื่มฉลองในงานมงคลต่างๆซึ่งเป็นพิธีสําคัญในวัดไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงานหรือวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งไวน์ที่นํามาประดับนี้เดินทางมาไกลจากแคว้นบูร์กอญ (Bourgogne) ทางภาคตะวันออกของฝรั่งเศส ตั้งแต่สมัยเมจิเลยทีเดียว

ระยะทางที่ทอดยาวกว่าจะเดินไปถึงอาคารหลักของศาลเจ้าเมจินั้น ถนนเป็นถนนที่โรยด้วยหินกรวดเล็กๆตลอดทาง สาวๆที่ใส่รองเท้าส้นสูงอาจจะเหนื่อยกับเส้นทางนี้สักหน่อย นอกจากนี้ที่ญี่ปุ่นยังมีธรรมเนียมปฏิบัติว่าก่อนเข้าศาลเจ้าจะต้องล้างมือก่อน เพราะฉะนั้นอย่าลืมแวะไปที่ซุ้มสําหรับล้างมือที่ตั้งอยู่ทางซ้ายก่อนเข้าไปถึงตัวอาคารหลัก

ตัวอาคารหลักเคยถูกทําลายเพราะไฟไหม้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองแล้วได้รับการบูรนะขึ้นมาใหม่จนเสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 1958 นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆกันก็มีร้านขายเครื่องรางของขลัง เช่น แผ่นไม้เอมะ (แผ่นไม้ที่แปะรูปต่างๆสําหรับเขียนคําขอพรแล้วนำไปแขวนไว้ในที่ที่จัดรวบรวมไว้ ภายในตัวอาคารหลักไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่หลังจากคํานับสักการะแล้วก้สามารถเดินออกมาถ่ายรูปรอบๆศาลเจ้าได้ตามปกติ พื้นที่ภายในอาคารร่มรื่น สามารถนั่งพักฟังเสียงลมเงียบๆ แล้วเดินวนกลับออกอีกทางหนึ่งได้ (ทางทิศเหนือของศาลเจ้า)

สวนโยโยหงิ (Yoyogi Park)

เดิมเคยเป็นบริเวณที่เครื่องบินในญี่ปุ่นบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สําเร็จเป็นครั้งแรก แต่ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะและแหล่งจัดกิจกรรมของกลุ่มเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่น เช่น การแสดงดนตรี แต่งชุดคอสเพลย์ และปิคนิค ฯลฯ ไฮไลต์ของสวนแห่งนี้จะเป็นช่วงซากุระ (เดือนมีนาคม-ต้น เดือนเมษายน) และช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (เดือนตุลาคม-ต้นเดือนธันวาคม)

สถานีรถไฟฮาราจุกุ (Harajuku Station)

สถานีฮะระจุกุ (JR Harajuku) เป็นสถานีหนึ่งของรถไฟสาย Yamanote ที่วิ่งในรอบกรุงโตเกียว ตั้งอยู่ตรงทางเข้าสวนเมจิจิงกูพอดี ตัวอาคารสถานีเป็นอาคารไม้ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 นับว่าเก่าแก่ที่สุดในบรรดาสถานี รถไฟที่สร้างจากไม้ของกรุงโตเกียวที่ยังใช้งานอยู่ในปัจจุบันซึ่งอาคารไม้หลังนี้ในอนาคตจะถูกรื้อและสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นมาทดแทนภายในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ ถ้าใครยังทันได้ไปดูสถานีฮะระจุกหลังเดิมแนะนําให้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

สะพานจึงกู Jingu Bashi (Harajuku Cosplay Bridge)

จากสถานีฮะระจุก เดินออกทางไปโอะโมะเตะซันโดะ (ทางไปศาลเจ้าเมจิ) จะเจอสะพานจึงกูซึ่งเป็นสะพานหินคอนกรีตเล็กๆ ในวันหยุดจะมีวัยรุ่นญี่ปุ่นแต่งคอสเพลย์มารวมตัวกันอยู่ที่นี่เป็นจํานวนมาก เป็นเหมือนจุดนัดพบพูดคุยกันสําหรับคนที่ชอบแฟชั่นสไตล์เดียวกัน และยังเป็นทางผ่านสําหรับใครที่จะไปศาลเจ้าเมจิจิงกู (Mei Jingu Shrine) อีกด้วย สะพานนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 โดยใช้คอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งนับว่าทันสมัยมากในยุคนั้น

พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์ศิลป์อกิโยเอะ โอตะ (UKIYO-E OTA memorial Museum of art)

พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะ เรียกว่าภาพพิมพ์ Uiyo-e มีจัดแสดงมากกว่า 14,000 ชิ้น โดยตระกูลโอตะรุ่นที่ห้า คุณเซโซ (Seizo Ota) เป็นผู้เก็บรวบรวมและเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชม บางช่วงจะมีนิทรรศการพิเศษซึ่งจะสลับผลัดเปลี่ยนมาเรื่อยๆด้วย ห้องเรียนประวัติศาสตร์ที่เปิดสอนให้ความรู้วัฒนธรรมในยุคสมัยเอโดะ (จะเปิดเฉพาะช่วงเวลา ต้องดูรายละเอียดทางเว็บไซต์) และทุกวันอาทิตย์จะมีการเปิด VTR วิดีโอแนะนําประวัติศาสตร์ของภาพพิมพ์อุคิโยเอะ

ถนนทะเคะชิตะ (Takeshita Street)

ถนนช้อปปิ้งยาว 500 เมตร เป็นเส้นที่มีคนเยอะทุกวันถ้ามาวันเสาร์อาทิตย์คนจะแน่นเต็มทั้งเส้น มองไปเห็นแต่หัวคนเต็มไปหมดไม่เห็นพื้นถนนเลย วัยรุ่นนิยมมาช้อปปิ้งกัน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ ร้านขายของเล่น ของฝาก ร้านไดโซะ (หรือร้าน 100 เยน) ร้านขนมโดยเฉพาะร้านเครปที่มีรสผลไม้และไอศกรีมมากมายจนเลือกไม่ถูก และมีหลาย ร้านตั้งประชันฝีมือติดๆกันยาวไปจนถึงถนนเมจิด้านหลังซึ่งมีร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมและมือสองอีกมากมาย

THE World Connection ร้านขายของเล่นที่มีคาแรคเตอร์ทั้งจากในญี่ปุ่นและต่างประเทศ นักสะสมสามารถพบสินค้าของโคคาโคล่าจํานวนมากได้ที่นี่

ร้าน Asics Harajuku flagship และ AsicsTiger HARAJUKU เป็นแบรนด์รองเท้าแฟชั่นที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกๆวัน สาขานี้อยู่หัวมุมตึกปลายถนนก่อนที่จะถึงฮาระจกด้านหลังและเชื่อมกับถนนเมจิ สามารถทํา Tax Free ได้ที่ร้านเลย

ร้าน Daiso ร้านร้อยเยนของ ทุกอย่างราคา 100 เยน (บวก ภาษี 8% เป็นราคา 108 เยน) ที่สาขานี้มีทั้งหมดสี่ชั้นมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายบางอย่างก็ไม่มีขายที่เมืองไทย

ตึก SoLaDo ตึกที่อยู่ท้ายถนนทะเคะชิตะ รวบรวมแฟชั่นเสื้อผ้า ของตกแต่ง ร้านอาหารและสินค้าเบ็ดเตล็ดไว้หลายร้าน Sola มาจากคําที่แปลว่า “ฟ้า” และ D0 ที่ แปลว่า “ทํา” ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ของที่นี่

ร้านเสื้อ PINK-latte ตกแต่งร้านด้วยสีชมพูสินค้าก็จะเน้นสีชมพู เหมาะกับวัยรุ่นที่ถนนทะเคะชิตะ

ร้านบุฟเฟ่ต์ Sweet Paradise ร้านอาหารแบบบุฟเฟต์โดยเฉพาะของหวานที่มีให้เลือกทานมากกว่าสิบแบบ

ร้านขนม Calbee ที่เปิดหลายสาขาในโตเกียว มีขนมของคาลบี้ที่ทําเสร็จใหม่ๆที่นิยมก็เป็นมันฝรั่งแผ่นราดช็อกโกแลตหรือจะเป็นแท่งใส่ถ้วยกระดาษก็ทานง่าย และยังมีของที่ระลึกในเครือคาลบี้จําหน่ายด้วย

ร้านเครป ตลอดถนนเส้นนี้มีหลายร้านให้เลือก บางร้านมีขายไอศกรีมหรือชาไข่มุกที่จะแนะนําก็คือร้าน MARION CREPES ตั้งอยู่บนถนนทะเคะชิตะ ร้านเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 มีให้เลือกกว่า 100 แบบ ทั้งเครปร้อน เครปเย็น เครปที่ทานกับไอศกรีม อีกร้านตั้งอยู่ตรงข้ามกัน Angles Heart ตกแต่งร้านและป้ายร้านด้วยสีชมพูหวานแหวว ลองสั่งทานได้ทั้ง 2 ร้านระหว่างเดินช้อปปิ้ง