มารู้จักกับประเทศญี่ปุ่นกันเถอะ

ญี่ปุ่นทั้งประเทศมีประชากรประมาณ 130 ล้านคนหรือสองเท่าของประเทศไทย แต่ความที่พื้นที่ส่วนมากเป็นภูเขา มีที่ราบอยู่เป็นส่วนน้อย ผู้คนก็เลยมากระจุกตัวกันหนาแน่นอยู่ตามที่ราบหรือหุบเขาต่างๆซึ่งรวมไปถึงริมทะเลด้วย กรุงโตเกียวก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบที่เรียกว่า ที่ราบคันโต (Kanto) โดยตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลด้านชายฝั่งตะวันตกและอยู่ทางตอนกลางของประเทศ บนเกาะหลักใหญ่สุดของประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า เกาะฮอนชู

สาเหตุที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีผู้คนหนาแน่นที่สุดในโลกก็เพราะว่าพื้นที่ที่เป็นชุมชนของโตเกียวนั้น ได้ผสานเข้ากับเมืองโดยรอบ จนแทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าส่วนไหนเป็นโตเกียวจริงๆหรือจะเรียกรวมว่าเป็นโตเกียวและปริมณฑลก็ได้ เหมือนกับที่กรุงเทพและปริมณฑลของไทยเรานับรวมเอานนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เข้าไปด้สยนั่นเอง มหานครโตเกียวก็เลยนับรวมเอาเมืองใกล้เคียง ทั้งโยโกฮามะและคาวาซากิเข้าไปด้วย เรียกว่าเป็นมหานครหรือ Metropolitan ที่มีคนหนาแน่นต่อเนื่องกัน รถไฟและรถใต้ดินวิ่งถึงกัน รวมแล้วก็เลยมีผู้คนมากมายมหาศาลถึงราว 35 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของทั้งประเทศจนได้อันดับ 1 ของโลกไปครอง (อันดับ 2 รองลงมาคือกรุงโซล เกาหลีใต้ และอันดับ 3 คือรอบกรุงจาร์การตาร์ของอินโดนีเซีย) ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่กรุงโตเกียวจะเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินทางไปมาจนสับสนวุ่นวาย รวมทั้งมีสินค้าและบริการมากมายหลากหลายกว่าที่อื่นๆในโลกมารวมกันอยู่ก็เพราะมีฐานคือผู้ซื้อจำนวนมากมาอยู่รวมกันนั่นเอง

อีกอย่างที่ควรทราบก็คือ ตามที่เราเคยเรียนกันมาว่าญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กลับใช้เวลาไม่กี่สิบปีสร้างชาติขึ้นมาใหม่ให้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองสุดๆ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ก็เป็นผลมาจากการทำงานหนักของคนรุ่นหลังสงคราม ซึ่งบัดนี้ได้เริ่มแก่ตัวลงและกำลังจะกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศในไม่ช้า ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ญี่ปุ่นจะมีระบบต่างๆที่อำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงวัยซึ่งจัดว่าดีมากกว่าหลายๆประเทศในโลก ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงอย่างมาก เราจึงพบเห็นคนสูงอายุได้มากกว่าเด็ก และหลายๆคนก็ยังมีสุขภาพแข็งแรงดีพอที่จะทำงานต่างๆได้มากกว่าที่จะหยุดอยู่บ้านเฉยๆ

ในทางการปกครอง จังหวัดโตเกียวแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ 23 เขตพิเศษที่อยุ่ทางทิศตะวันออก เช่น ชินจุกุ ชิบุยะ เมกุโระ สุมิดะ และอื่นๆ แขตปกครองตามปกติที่อยู่ทางทิศตะวันตกไปจนสุดพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูเขาสูง

ลักษณะของคนญี่ปุ่นกับจริตของคนไทย
ไทยกับญี่ปุ่นนับว่ามีความคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยานับเป็นเวลาหลายร้อยปี แม้แต่ในปัจจุบันวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมและหยั่งรากลึกในหมู่คนไทย ถึงจะถูกกระแสเกาหลีพัดจนซวนเซไปบ้าง แต่ทั้งนิยาย การ์ตูน อาหาร และอื่นๆอีกมากมายก็ยังเป็นที่นิยมอย่างมากในเมืองไทย ว่ากันว่ามีร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมพันแห่งทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งนับว่ามากที่สุดในเอเชียเลยทีเดียว

คนญี่ปุ่นมักพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด มีความคิดสร้างสรรค์ อดทน รักษาระเบียบวินัย ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ มีความตั้งใจรับผิดชอบงานในส่วนของตนอย่างเต็มที่ และที่ประทับใจคนไทยมากคือความซื่อสัตย์ ชนิดที่ว่าของหายแล้วได้คืนอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนไทยที่สนใจและชื่นชอบในวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ เนื่องจากการที่ญี่ปุ่นมีทรัพยากรและพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ที่ดินมีราคาแพงมาก จึงมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ ที่ใช้พื้นที่น้อย มีประโยชน์ใช้สอยหลายอย่าง ประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นความน่าทึ่งอีกอย่างในสายตาของคนไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกเมืองใหญ่ของทุกสังคม ย่อมมีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกัน การท่องเที่ยวในกรุงโตเกียวถึงแม้จะจัดว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็ยังควรใช้ความระมัดระวังตัวและทรัพย์สินของมีค่าตามสมควร รวมทั้งระวังไม่เข้าไปในย่านหรือสถานที่ที่อาจเสี่ยงต่ออันตรายได้

สภาพอากาศและการแต่งกาย
ตามหลักภูมิศาสตร์ กรุงโตเกียวอยู่ในเขตอบอุ่น เช่นเดียวกับญี่ปุ่นเกือบทั้งประเทศ (ยกเว้นเกาะโอกินาว่าที่อยู่ใต้สุดลงมาเกือบถึงเขตร้อน) จึงมี 4 ฤดู ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ร้อน ใบไม้ร่วง จนถึงฤดูหนาวที่มีหิมะตก (แต่ก็ยังอุ่นกว่าเกาะฮอกไกโดที่อยู่เหนือสุดราว 10 องศา) การเตรียมเสื้อผ้าจึงควรมีแจ็คเก็ตบางติดไปในทุกฤดูเป็นอย่างน้อย ส่วนในฤดูหนาวอาจต้องมีหมวก ผ้าพันคอ ถุงมือ เสื้อ แจ็คเก็ตอย่างหนา และเสื้อกางเกงชั้นในที่เรียกว่า ลองจอห์น เพื่อให้ความอบอุ่นอย่างพอเพียงหากอากาศเย็นจัดหรือมีหิมะตก ซึ่งอุณหภูมิจะเข้าใกล้ 0 องศาหรือติดลบ นอกจากนี้ยังจ้องดูบริเวณที่จะไปด้วยว่ามีช่วงที่จะไปขึ้นเขาหรือเข้าป่าบ้างหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องเตรียมเครื่องแต่งกายเผื่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่าในตัวเมืองไปด้วย

10 ข้อควรรู้ก่อนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น
ที่ผ่านมามีคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก แต่อาจไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นสังคมที่มีกรอบมีระเบียบค่อนข้างเข็มงวด ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว จึงได้แบ่งปันข้อควรรู้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแบบแผนปฏบัติของคนญี่ปุ่นและการกระทำที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นดังนี้

1. ขึ้นลงบันไดเลื่อนยืนชิดซ้าย หากเร่งรีบมห้เดินในช่องทางขวา ยกเว้นบางพื้นที่ เช่น ภูมิภาคคันไซ คนญี่ปุ่นจะยืนชิดขวาและเปิดพื้นที่ทางซ้ายสำหรับการเดินขึ้นลง รวมไปถึงการเดินบนทางเท้า คนญี่ปุ่นจะแบ่งช่องทางการเดินเท้าอย่างชัดเจน เป็นระเบียบ จนคนต่างชาติสามารถสังเกตเห็นได้เลยทีเดียว (แต่ในระยะหลังเริ่มมีการรณรงค์ให้ยืนบนบันไดเลื่อนทั้ง 2 ฝั่ง โดยเว้นระยะจากคนข้างหน้า 1 ขั้น ควรจับราวบันไดและงดเดินหรือวิ่งบนบันไดเลื่อนด้วย เพื่อความปลอดภัย ซึ่งก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยังติดนิสัยแบบเดิมอยู่ แนะนำให้สังเกตและทำตามคนในพื้นที่)

2. งดการพูดคุยโทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะโดยสารขนส่งสาธารณะ เช่น รถประจำทางและรถไฟ รวมทั้งปิดเสียงโทรศัพท์และเปิด manner mode หรือระบบสั่น

3. การเข้าคิวเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะรอรถประจำทาง เข้าห้องน้ำ หรือรอคิวร้านอาหารและซื้อของตามร้านค้า ไม่ว่าผู้สูงอายุหรือเด็กก็ต้องรอคิว ไม่มีการแซง เพราะถือว่าต้องให้บริการตามลำดับ

4. เวลาโดยสารลิฟท์ ผู้ที่เข้าไปคนแรกควรกดเปิดประตูให้ผู้โดยสารคนอื่นๆเข้ามาในลิฟท์ และกดให้คนอื่นๆออกจากลิฟท์ไปก่อนหากไปที่ชั้นเดียวกัน

5. เวลาชำระเงินตามร้านค้า ควรวางเงินลงในถาดที่ร้านจัดเตียมไว้ ข้อดีคือเป็นการป้องกันการสับสนเมื่อร้านค้ารับและทอนเงินคืน หากสังเกต เมื่อเราชำระเงินด้วยธนบัตรใหญ่ เช่น 1 หมื่นเยน พนักงานจะพูดย้ำกับลูกค้าว่ารับมา 1 หมื่นเยน พร้อมกับถือธนบัตรโชว์แก่พนักงานคนอื่นๆว่ารับธนบัตรใหญ่มา และเมื่อทอนเงินคืนจะนับเงินให้เห็นและวางเงินในถาดคืนแก่ลูกค้า

6. เมื่อต้องการได้รับบริการจากร้านค้า หากพนักงานกำลังให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่ก่อนหน้า ต้องรอจนกว่าจะมีพนักงานคนอื่นมาให้บริการหรือจนกว่าพนักงานจะให้บริการลูกค้าคนก่อนหน้าเสร็จก่อน ไม่ควรแทรกด้วยการถามหรือเรียกให้มาบริการตนก่อน

7. หลีกเลี่ยงการพูดคุยเสียงดังในที่สาธารณะ คนญี่ปุ่นจะเคารพความเป็นส่วนตัวและถือว่าที่สาธารณะเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่คนในสังคมใช้ร่วมกัน เราจึงเห็นบรรยากาศในสถานีรถไฟญี่ปุ่นในช่วงเช้าและเลิกงานว่าไม่ค่อยมีเสียงดังจากการพูดคุยทั้งๆที่มีคนจำนวนมาก แต่จะได้ยินเสียงคนเดินมากกว่า

8. โดยทั่วไปเราจะไม่พบถังขยะตามทางเท้า ยกเว้นหน้าร้านค้าสะดวกซื้อ สถานีรถไฟ และภายในอาคาร หลายครั้งจึงต้องพกไว้แล้วค่อยทิ้งเมื่อเจอถังขยะ และต้องแยกทิ้งให้ถูกประเภทอีกด้วย

9. ขับรถโดยคำนึงถึงคนเดินทางเท้า โดยเฉพาะทางม้าลาย รถจะต้องหยุดให้คนข้ามถนนหมดเสียก่อนถึงขับต่อไปได้ ไม่มีการบีบแตรไล่หรือขับผ่านโดยไม่หยุดที่ทางม้าลาย

10. ไม่ใช้ตะเกียบของตนเองคีบอาหารให้คนอื่น หากจะคีบอาหารให้คนอื่น ใช้ตะเกียบคู่ใหม่หรือใช้ตะเกียบของตนโดยกลับด้านตะเกียบเพื่อคีบอาหาร รวมทั้งผู้รับอาหารไม่รับอาหารโดยนำตะเกียบมาคีบรับ แต่ต้องยื่นจานของตนให้

รู้ไว้ก่อนไปเที่ยวญี่ปุ่น
จะเที่ยวที่ไหนให้สนุกก็ควรเข้าใจความเป็นมาของประเทศและบ้านเมืองนั้นๆสักหน่อยว่าเขามีที่มาอย่างไร ผู้คนของเขาผ่านอะไรมาบ้าง จึงได้มีอุปนิสัย ลักษณะ วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตแบบนั้น ซึ่งพอจะเล่าย่อๆได้ตามนี้

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นฉบับย่อ
มีหลักฐานว่าเกาะญี่ปุ่นมีผู้คนอาศัยอยู่มานานหลายพันปีแล้ว โดยน่าจะเป็นพวกที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ เช่น จีนในยุคแรกที่มีการเริ่มตั้งถิ่นฐาน หรือเรียกว่ายุค Yayoi period มีหลักฐานทางโบราณคดีว่าศูนย์กลางความเจริญของญี่ปุ่นในยุคก่อนคริสตกาลหรือราว 2,000 กว่าปีที่แล้วอยู่ที่เกาะคิวชู (Kyushu) ซึ่งเป็นแผ่นดินส่วนที่ใหล้กับจีนและเป็นแผ่นดินใหญ่มากที่สุด ต่อมาบางตระกูลเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นจนสามารถควบคุมพื้นที่ตอนเหนือของเกาพคิวชูและด้านตะวันตกของเกาะใหญ่ฮอนชู (Honshu) ไว้ได้ เริ่มมีการสถาปานาองค์พระจักรพรรดิขึ้น ศูนย์กลางความเจริญและการแกครองในยุคแรกที่เริ่มตั้งเป็นเมืองและประเทศเมื่อราว 1,000 กว่าปีก่อน เริ่มย้ายขากเกาะคิวชูขึ้นมาอยู่แถบที่ราบคันไซ (Kansai) คือแถบเมืองเกียวโตและนารา โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิสืบราชวงศ์เดิมมาตั้งแต่ยุคนั้นจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อมีคนมากขึ้นก็เริ่มกระจายไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆที่ห่างออกไป และมีขุนศึกหรือไดเมียว (daimyo) เป็นผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ ไดเมียวเหล่านี้เริ่มตั้งตัวเป็นอิสระมากขึ้น มีกองทหารของตนเอง มีราษฎรในพื้นที่นั้นๆ เป็นกำลังทางเศรษฐกิจ ทำมาหากินเลี้ยงผู้มีอำนาจแลกกับความคุ้มครอง องค์พระจักรพรรดินั้นเป้นประมุขแต่ในนาม ส่วนอำนาจที่แท้จริงเกิดจากการรบพุ่งแย่งชิงกันของขุนศึกทั้งหลาย บางรายสามารถตั้งตัวเป็นโชกุน (Shogun) หรือผู้บัญชาการทหาร มีอำนาจเหนือขุนศึกกลุ่มอื่นๆ และเริ่มย้ายศูนย์กลางการปกครองขึ้นมาทางเหนือยังที่ราบคันโต (Kanto) บริเวณเมืองคะมะกุระ และเอโดะ (Edo) ที่ปัจจุบันคือกรุงโตเกียวนั่นเอง

การแย่งชิงอำนาจภายในประเทศดำเนินไปนับร้อยปี มีช่วงสงบสุขกับสงครามสลับกันจวบจนเข้ายุคของโชกุนตระกูลโทกุกาวะ ซึ่งสามารถครองอำนาจต่อเนื่องได้นานกว่าสองร้อยปี รวบรวมประเทศที่แตกแยกจากการรบพุ่งภายในให้สงบสุขได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีการดำเนินนโยบายปิดประเทส ห้ามติดต่อกับโลกภายนอก ด้านหนึ่งทำให้เกิดวัฒนธรรมที่เป็นแบบอย่างเฉพาะตนเอง เป็นต้นแบบวัฒนธรรมที่แข็งแรงมากของญี่ปุ่นมาจนถึงยุคปัจจุบันแต่อีกด้านหนึ่งก็ขาดการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ๆจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา กองทัพและอาวุธที่มีก็ล้าหลังกว่าชาติตะวันตกมาก จนในที่สุดก็ถูกกำลังที่เหนือกว่าของชาติเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา บีบบังคับให้ต้องยอมเปิดประเทศเพื่อติดต่อค้าขายกับชาติอื่นๆอีกครั้งในศตวรรษที่ 19

จากการเปิดประเทศนี้เองที่ทำให้ความแตกแยกภายในกลับมาอีกครั้ง ขุนศึกกลุ่มอื่นๆก็พยายามหนุนอำนาจของจักรพรรดิขึ้นมาใหม่ เพื่อริดรอนอำนาจของโชกุนตระกูลโทกุกาวะลง จนกระทั่งโชกุนคนสุดท้ายยอมลาออก แต่ขณะเดียวกันก็เกิดสงครามขึ้นระหว่างขุนศึกกลุ่มต่างๆ และสุดท้ายก็คือสงครามระหว่างฝ่ายที่นิยมระบอบเดิมของโชกุน กับฝ่ายที่สับสนุนองค์จักรพรรดิ เรียกว่าสงครามโบชิน (Boshin war) ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยฝ่ายสนับสนุนพระจักรพรรดิ

หลังสงครามโบชิน องค์พระจักรพรรดิเมจิได้ดำเนินนโยบายใหม่ในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยอย่างก้าวกระโดด เรียกว่าเป็นยุคฟื้นฟูเมจิ (Meiji restoration) ซึ่งตรงกับช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย และมีการย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตมาที่เอโดะ และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘โตเกียว’ (Tokyo) ที่แปลว่า ‘เมืองหลวงทางตะวันออก’ มีการเปิดประเทศรับเทคโนโลยีจากต่างชาติ จ้างผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกาและยุโรปเข้ามาพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ จนญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางทหารในเอเชียภายในเวลาไม่กี่สิบปีเท่านั้น

ญี่ปุ่นจากสงครามโลกถึงปัจจุบัน
เมื่อมีกำลังทหารเข้มแข็งขึ้น ญี่ปุ่นก็เริ่มขยายอำนาจเข้าไปในทวีปเอเชียเพื่อแสวงหาทรัพยากรที่ขาดแคลน จนเกิดกระทบกระทั่งกับจีนและรัสเซียอยู่เนืองๆ ในที่สุดก็ก่อให้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกมัวแต่ยุ่งกับสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรปอยู่ แต่สงครามก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของญี่ปุ่น ถึงขั้นโดนอเมริกาถล่มด้วยอาวุธใหม่คือระเบิดปรมาณูถึงสองลูก

หลังสงคราม ความเข้มแข็งของชนชาติญี่ปุ่นยังสามารถทำให้ประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ ประกอบกับถูกห้ามสะสมกำลังทหารเพราะกลัวจะก่อสงครามอีก ญี่ปุ่นจึงทุ่มเทให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีและการค้าอย่างเต็มที่ เพียงสิบกว่าปีหลังสงครามก็สามารถเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิค และสร้างรถไฟความเร็วสูงที่สุดในโลกได้เองเมื่อปี ค.ศ.1964 จนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับโลกในช่วงทศวรรษ 1980 ถึงขั้นไปซื้อกิจการเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายอย่างในอเมริกาได้ แต่ต่อมาเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เริ่มชะลอตัว ประกอบกับประชากรจำนวนไม่น้อยเริ่มเข้าสู่วัยชรา และเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ทำให้การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจทำได้ไม่เร็วเหมือนเมื่อก่อน การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างมากของรัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบัน

การนับปีของญี่ปุ่น
ที่ญี่ปุ่นนอกจากมีการใช้ปีแบบคริตศักราชแล้ว ยังมีการใช้ปีที่นับแบบญี่ปุ่นเองอีกด้วย โดยจะนับตามปีในรัชสมัยการขึ้นครองราชย์ของพระจักรพรรดิแต่ละองค์ และเรียกชื่อสมัยต่างกันออกไปตามแต่ละพระองค์ด้วย เมื่อเปลี่ยนองค์จักรพรรดิก็จะเริ่มนับปีที่ 1 ใหม่ คือมีความหมายว่าเป็น ‘ปีที่เท่าไหร่ในรัชสมัยนั้นๆ’ นั่นเอง โดยจะเทียบการเรียกปีแบบญี่ปุ่นกับปีคริสตศักราชได้ดังนี้

  • สมัยเฮเซ (Heisei) คือสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1989-ปัจจุบัน (ปีค.ศ.1989 นับเป็นปีเฮเซที่ 1) ดังนั้นปี ค.ศ.2018 ก็คือปีเฮเซที่ 30 นั่นเอง
  • สมัยโชวะ (Showa) คือสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1926-1989 (ปีค.ศ.1926 นับเป็นปีโชวะที่ 1)
  • สมัยไทโช (Taisho) คือสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิโยะชิฮิโตะ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1912-1926 (ปีค.ศ.1912 นับเป็นปีไทโชที่ 1)
  • สมัยเมจิ (Meiji) คือสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1868-1912 (ปีค.ศ.1868 นับเป็นปีเมจิที่ 1)