สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงโตเกียวและรอบๆ

ถ้าจะไปญี่ปุ่น โตเกียวเป็นเมืองแรกๆที่หลายคนนึกถึง เพราะเป็นเมืองหลวงจึงเป็นจุดศูนย์กลางที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นเดินทาง ซึ่งเราได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวในโตเกียวมาแนะนำไว้มากที่สุด ตั้งแต่ย่านดังอย่างอาสะกุสะ ชินจุกุ ชิบุยะ ฮะระจุกุ กินซ่า อะคิฮะบะระ และอื่นๆ ไปจนถึงรอบนอกที่อ่จจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก เช่น คิจิโจจิ โคเอนจิ นากาโนะ เป็นต้น

Asakusa & Tokyo Skytree
ย่านอาสะกุสะและโตเกียวสกายทรี

อาสะกุสะ เป็นย่านเก่าแก่ของโตเกียวตั้งแต่สมัยเอโดะ (ปี ค.ศ.1603-1867) และในปัจจุบันก็ยังคงเก็บบรรยากาศและอนุรักษ์ความเป็นญี่ปุ่นในอดีตำว้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าบางส่วนจะเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้างก็ตาม สถานที่สำคัญของย่านนี้ คือ วัดเซนโจจิ เป็นวันพุทธที่เก่าแก่และมีความสำคัญ โดยมีโคมสีแดงใหญ่เด่นเป็นสง่าอยู่หน้าวัด นักท่องเที่ยวที่มาโตเกียวคงไม่พลาดที่จะถ่ายรูปคู่กับโคมแดงนี้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการเดินทางก็สะดวกมาก มีรถไฟใต้ดินสาย Ginza ผ่าน ซึ่งนับว่าเป็นสายเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นและสายแรกในโลกตะวันออก เปิดใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1927 และยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน

บริเวณรอบๆวัดมีถนนสายช้อปปิ้งหลายสาย มีร้านค้ารายล้อมที่จำหน่ายของที่ระลึก ขนมโบราณท้องถิ่น หรือจะเป็นร้านอาหารเก่าแก่คิวยาวก็มีให้เลือกทาน ไม่ว่าจะเป็นร้านเทมปุระ ร้านปลาดิบ ร้านขายไอศกรีมโคนชาเขียว จากนั้นแนะนำให้เลยไปถึง Tokyo Skytree, จุดชมวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและต่างชาติซึ่งมีห้างให้แวะช้อปปิ้ง ซื้อขนมของฝาก ช้อปสินค้าแบรนด์เนม ไปจนถึงร้านอาหารมากมาย

วัดเซนโซจิ (Senso-ji Temple)

วัดเซนโซจิ (หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ วัดอาสะกุสะ) วัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ตามตำนานสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ.628 เริ่มจากมีชาวประมง 2 พี่น้องออกไปหาปลาที่แม่น้ำสุมิดะ แต่อยู่มาวันหนึ่งจับปลาไม่ได้สักตัว จึงอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้จับปลาได้ เมื่อทอดแหและหวังจะได้ปลา กลับได้เป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมทองคำความสูงราว 5 ซม. จึงนำกลับไปที่หมู่บ้าน จากนั้นทางหมู่บ้านก็ได้สร้างวัดนี้ขึ้นมาเพื่อประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชาและมาขอพร ปัจจุบันทุกๆปีจะมีผู้คนเดินทางมาที่วัดเพื่อสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิมนี้ถึงปีละ 30 ล้านคน

วัดนี้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ต่างๆหลายครั้งทั้งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ.1923 ถูกระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ.1945 ทำให้อาคารหลักต่างๆของวัดและบริเวณโดยรอบได้รับความเสียหาย ชาวญี่ปุ่นจึงได้รวบรวมเงินเพื่อช่วยกันบูรณะวัดเพื่อให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาจนถึงทุกวันนี้

มีผู้คนมากมายที่มาสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิมทองคำที่นี่ ตามความเชื่อจากตำนานเรื่องมังกรทองที่ปรากฎตัวใกล้กับวัดเซนโซจิ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระโพธิสัตว์นั้นทำให้เกิดประเพณีอีกอย่างหนึ่งขึ้นคือ การเชิดมังกรทอง หรือ คินริว โนะ ไม (Kinryu no mai) เป็นตำนานสืบเนื่องจากการปรากฎของต้นสน 1,000 ต้นชั่วข้ามคืน ในวันที่ 18 มีนาคม ที่วัดคินริวซัง ที่แปลว่าภูเขามังกรทอง ซึ่งใกล้กับวัดเซนโซจิ และอีก 3 วันถัดมาก็มีมังกรทองยาว 30 เมตรลงมาจากสวรรค์ และนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 เป็นต้นมา การเชิดมังกรที่ฉาบทาสีทองเปล่งปลั่งไปรอบๆวัด โดยชายหนุ่มหลายสิบคนก็ได้ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ตัวมังกรมีขนาดยาว 15 เมตร และหนักถึง 80 กิโลกรัม พร้อมกับขบวนดนตรีพื้นเมืองเพื่อถวายแด่พระโพธิสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียวแห่งนี้ ซึ่งประเพณีนี้ก็สืบทอดกันมากว่า 50 ปีแล้ว

คะมินะะริมง (Kaminarimon)

คะมินะะริมง แปลว่า ประตูสายฟ้า (Thunder Gate) ซึ่งเป็นประตูทางเข้าวัด สูง 11.4 เมตร กว้าง 11.7 เมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 บนคานประตูตรงกลางแขวนโคมแดงขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร มีน้ำหนักถึง 700 กิโลกรัม มีรูปสายฟ้าและเมฆเขียนด้วยสีดำและแดง ซึ่งโคมนี้สามารถพับเก็บได้ในกรณีพิเศษอย่างเช่นวันที่มีลมพายุระดับรุนแรงมาก

จากโคมแดง เดินผ่านถนนนากามิเซะ ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า ใช้เวลา 10 นาที ก็จะถึงบริเวณวัดเซนโซจิ ทางด้านซ้ายเป็นที่ตั้งของเจดีย์ 5 ชั้น และตรงกลางเป็นอาคารหลักของวัดซึ่งประดิษฐานรูปเจ้าแม่กวนอิม หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่าพระโพธิสัตว์คันนน (Kannon Bosatsu) นั่นเอง

โฮโซมง (Hozomon)


โฮโซมง หรือ Treasure-House Gate ประมาณว่า ‘ประตูคลังสมบัติ’ โฮโซมงเป็นประตูใหญ่ประตูที่สองถัดจากคะมินะริมง ก่อนจะถึงอาคารหลักของวัดเซนโซจิ มีโคมสีแดงแขวนอยู่ตรงกลางเช่นกัน ประตูสูง 22.7 เมตร และกว้าง 21 เมตร ประตูโฮโซมงถูกเผาทำลายเมื่อปี ค.ศ.1631 และสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ.1636 ในสมัยของโชกุน Tokugawa lemitsu เป็นอีกหนึ่งจุดน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่มักจะแวะเวียนมาถ่ายรูปกันที่นี่ เมื่อเดินเข้ามาแล้วทางซ้ายมือจะเห็นเจดีย์ 5 ชั้น (5-stories pagoda) และกระถางธูปใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าอาคารหลักของวัดเซนโซจิ

ถนนนากะมิเซะ (Nakamise-Dori)


ตั้งแต่ทางเข้าประตูวัด (คะนิมะริมง) เข้าไปตลอดระยะทางยาวประมาณ 250 เมตร เราจะมองเห็นร้านค้าเรียงกันสองข้างทางซึ่งมีประมาณ 100 ร้าน ทอดยาวไปจนถึงตัววัดด้านในทั้งหมดเป็นร้านขายของที่ระลึก เครื่องราง ขนมต่างๆยังไม่รวมร้านค้าที่แยกออกเป็นซอยเล็กๆจากถนนเส้นนั้นอีก เรียกว่าเดินเพลินแถมยังอิ่มท้อง ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่เป็นงานเทศกาลก็จะมีร้านค้าเพิ่มขึ้น เช่น ร้านยากิโซบะ ร้านทาโกะยะกิ และขนมสายไหม แม้แต่การเล่นช้อนปลาทองก็ยังมีให้เห็นอีกด้วย ขนมของฝากที่นี่ราคาไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก แต่จะมีรูปร่างขนมและห่อขนมที่สวยงามแปลกตา หาซื้อที่อื่นไม่ได้ ระวังการเลือกซื้อขนมฝากที่อาจหมดอายุก่อนถึงมือผู้รับด้วย

ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวย่านอาสะกุสะ (Asakusa Culture Tourist Information Center)


อาคารสูง 8 ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดิน) ดีไซน์สวยแปลกตา ที่ชั้นใต้ดินมีห้องน้ำสาธารณะ ชั้น 1 มีบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่ชั้น 2 มีเจ้าหน้าที่ให้บริการสอบถามข้อมูลและแจกเอกสารดบชัวร์แก่นักท่องเที่ยว มีบริการคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตให้ใช้ฟรีๆกันด้วย ส่วนชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิวที่แนะนำซึ่งสามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบ ทั้งวัดเซนโซจิ แม่น้ำสุมิดะ ตึกเบียร์อาซาฮี และโตเกียวสกายทรีได้ชัดเจน ใครอยากทานกาแฟหรืออาหารก็มีร้านให้เลือกนั่งที่ชั้นบนสุดนี้เช่นกัน

ล่องเรือแม่น้ำสุมิดะ โอไดบะ (Tokyo Cruise)


โตเกียว ครุยส์ (Tokyo Cruise) เป็นบริษัทที่ให้บริการล่องเรือ ซึ่งท่าเรืออยู่ที่เชิงสะพานแดง อะซุมะบะชิ (Azumabashi) ให้บริการล่องเรือไปตามแม่น้ำสุมิดะ โดยลอดผ่านสะพานต่างๆที่มีอยู่ทั้งหมด 12 สะพาน ตลอดทางจะมองเห็นสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น Tokyo Skytree, Tokyo Tower, Rainbow Bridge

สำหรับปลายทางมีเส้นทางให้เลือกหลายเส้นทาง แต่ที่จะแนะนำก็คือ การล่องเรือไปที่โอไดบะ (Odiaba) หรือจะล่องกลับจากโอไดบะมาอาสะดุสะก็ได้ เรือที่ให้บริการมีหลายลำ แต่ที่จะแนะนำมีรูปร่างคล้ายยานอวกาศไฮเทค มีกระจกโดยรอบ ซึ่งมีเพียงสองลำเท่านั้นคือ เรือฮิมิโกะ (Himiko) และโฮะตะลุนะ (Hotaluna) สามารถขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อชมทัศนียภาพภายนอกได้อย่างชัดเจน ถ้านั่งไปโอไดบะจะใช้เวลาประมาณ 50 นาที มีบริการขายเครื่องดื่มและเบียร์บนเรือด้วย สองลำนี้ในแต่ละวันมีรอบจำกัด เช่น 3-4 รอบเท่านั้น ควรตรวจสอบเวลาจากเว็บและรีบจองตั๋วแต่เนิ่นๆเพราะที่อาจเต็มได้ หรืออาจจองโดยใช้บัตรเครดิตผ่านเว็บเลยก้ได้ (หน้าเว็บสองภาษา ญี่ปุ่น-อังกฤษ รวมกัน)

ความน่าสนใจของย่านโอไดบะ คือเป็นพื้นที่เกาะที่ถมขึ้นใหม่บริเวณปากแม่น้ำ และเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งอาคารสถานีโทรทัศน์รูปทรงสุดโมเดิร์น ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ ซูนย์การค้า แบบจำลองหุ่นกันดั้ม และอื่นๆอีกมากมาย

แม่น้ำสุมิดะและสะพานแดงแะซุมะบะชิ (Sumida River & Azumabashi Bridge)


แม่น้ำสุมิดะ เป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านกรุงโตเกียวเทียบได้กับแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพนั่นเอง ริมแม่น้ำมีสะพานสีแดงชื่อ อะซุมะบะชิ ที่สามารถเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้เป็นแลนด์มาร์กและจุดถ่ายรูปที่นิยมกันมากจุดหนึ่ง

สะพ่นนี้เป็นหนึ่งในห้าสะพานที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1769 โดยสะพานอะซุมะบะชิสร้างเสร็จเป็นสะพานสุดท้าย มีความยาวราว 150 เมตร กว้างราว 20 เมตรก่อนจะได้ชื่ออะซุมะบะชิดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สะพานนี้เคยถูกเรียกในชื่ออื่นมาก่อน เช่น สะพานโอกะวะ หรือสะพานฮิงะชิบะชิ ตัวสะพานได้ถูกสร้างใหม่หลายครั้งเพราะได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในปี ค.ศ.1885 และเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่คันโตในปี ค.ศ.1923 หลังจากนั้นก็มีการบูรณะสะพานจนเสร็จในปี ค.ศ.1931 คงสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน

สวนสุมิดะ (Sumida Park)

ถัดจากสะพานแดงขึ้นไปทางเหนือ ฝั่งเดียวกับท่าเรือ Tokyo Cruise เป็นสวนสุมิดะซึ่งทอดยาวเลียบริมแม่น้ำตั้งแต่สะพานแดงไปจนถึงสะพานซากุระ Sakurabashi (ตัวสะพานเป็นรูปตัว x ซึ่งเป็นสะพานสำหรับคนเดินข้าม) นับได้ว่าเป็นจุดชมซากุระที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง โดนเราสามารถเดินเลียบแม่น้ำไปข้ามสะพาน Sakurabashi นี้ไปเพื่อชมซากุระจากอีกฝั่งแม่น้ำแล้วเดินย้อนกลับลงมาถึงสะพานแดงได้ (ระยะทาง 2.5 กม.)

ห้างมัตทสึยะและสถานีรถไฟฟ้าสายโทบุสกายทรี (Matsuya & Tobu Skytree Line)


สถานีรถไฟลอยฟ้าสายโทบุสกายทรี (เดิมชื่อ Tobu-Isesaki Line) แต่เพราะเป็นรถไฟสายหลักที่ผ่านโตเกียวสกายทรี จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ให้คนจำได้ง่ายขึ้น สถานีนี้อยู่ในอาคารเดียวกับห้างสรรพสินค้ามัตทสึยะ (Matsuya) ซึ่งนอกจากจะมีร้านอาหารให้เลือกมากมายอยู่ชั้น 7 แล้ว ชั้นดาดฟ้ายังเป็นพื้นที่ที่ห้างจัดไว้เรียกลูกค้าให้ขึ้นมาถ่ายรูปบริเวณโดยรอบ ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นตึกเบียร์อาซาฮีและโตเกียวสกายทรีได้ชัดเจน แบบไม่ต้องไปเบียดเสียดแย่งมุมกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้เสียเวลา ทางห้างทำเป็นยกพื้นขึ้นมาให้ถ่ายกันได้ชัดๆ แถมยังมีบริการถ่ายรูป (มีค่าใช้จ่าย) จะได้ไม่ต้องมีใครที่มาด้วยกัรต้องตกสำรวจไปจากรูปด้วย

ตึกสำนักงานใหญ่เบียร์อาซาฮี (Asahi Tower)

หากยืนที่ริมแม่น้ำสุมิดะใกล้กับสะพานแดง เราจะเห็นตึกใหญ่ 22 ชั้น คือ ตึกอาซาฮี ทาวเวอร์ เป็นตึกสำนักงานใหญ่บริษัทอาซาฮี ผู้ผลิตเบียร์ชื่อดังของญี่ปุ่น ตัวตึกติดกระจกสีทอง ซึ่งเป็นการจำลองมาจากแก้วเบียร์ ส่วนชั้นบนสุด (ชั้นที่ 21-22) ตกแต่งโดยรอบเป็นสีขาว เปรียบเสมือนกับฟองเบียร์นั่นเอง ซึ่งมีร้านอาหารที่สามารถรับชมวิวของย่านอาสะกุสะได้โดยรอบ แต่ส่วนของสำนักงานไม่ได้เปิดให้เข้าเยี่ยมชม